ลูกสาวตายายเหยื่อเครนมรณะ เผย เกินให้อภัยต่อการสูญเสีย ขณะที่น้องเฌอลินวัยขวบเศษ ยังรักษาตัวในไอซียู

จากกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี ถูกรถเครนซึ่งใช้ในการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่พังถล่มลงมาทับขบวนรถ บริเวณช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น–สถานีสีคิ้ว บ้านถนนคต ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้ขบวนรถตกรางและเกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ในเหตุการณ์ดังกล่าว ครอบครัวหนึ่งต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก คือ นายสงวน สิงห์ซอม อายุ 61 ปี และนางปี สิงห์ซอม อายุ 61 ปี สองสามีภรรยา ซึ่งเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะเดินทางมากับขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่ 21 จากกรุงเทพมหานคร พร้อมหลานสาว ด.ญ.ชนิสรา ทีฆะสุข หรือ “น้องเฌอลิน” อายุ 1 ขวบเศษ ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสจากแรงกระแทก มีภาวะปอดรั่ว และอาการสาหัสหลายแห่ง ทั้งนี้ ครอบครัวได้เดินทางไปกรุงเทพมหานครเพื่อนำตัวน้องเฌอลินเข้าพบแพทย์ตามนัด เพื่อรักษาอาการป่วยจากโรคมะเร็งจอประสาทตาแต่กำเนิด โดยปกติครอบครัวจะเดินทางไป-กลับระหว่างจังหวัดศรีสะเกษและกรุงเทพมหานครเป็นประจำ และการเดินทางครั้งนี้เป็นการติดตามการรักษาครั้งสุดท้าย ก่อนจะมาประสบอุบัติเหตุดังกล่าว ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ นั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 17 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 385 หมู่ 10 ตำบลคูบ อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งบำเพ็ญกุศลศพของนายสงวนและนางปี สิงห์ซอม บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีญาติพี่น้องและชาวบ้านในพื้นที่เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัยเป็นจำนวนมาก โดยมูลนิธิฮุก 31 นครราชสีมา ได้นำร่างของผู้เสียชีวิตทั้งสองกลับมาถึงจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อเวลา 22.00 น. ของคืนวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน นายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย นางโสภา ธรรมประจำจิต นายกเหล่ากาชาดจังหวัดศรีสะเกษ ได้เดินทางมาร่วมแสดงความเสียใจ มอบสิ่งของและเงินช่วยเหลือเยียวยาในเบื้องต้น พร้อมสอบถามอาการของน้องเฌอลิน ซึ่งขณะนี้ยังคงรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

นางปิตินา สิงห์ซอม อายุ 29 ปี ลูกสาวของผู้เสียชีวิต และมารดาของน้องเฌอลิน เปิดเผยว่า ตนได้โทรศัพท์พูดคุยกับพ่อแม่และลูกสาวเพียง 1 วันก่อนเกิดเหตุ หลังจากพบแพทย์เสร็จ ทั้งหมดได้เดินทางกลับศรีสะเกษในช่วงเช้าวันที่ 14 มกราคม กระทั่งเวลาประมาณ 10.00 น. ได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวแจ้งข่าวร้ายว่าครอบครัวประสบอุบัติเหตุเครนถล่มทับรถไฟ ตอนนั้นตนพยายามโทรศัพท์ติดต่อพ่อแม่และลูก แต่ไม่สามารถติดต่อได้เลย ทั้งที่ปกติโทรติดตลอด รู้สึกใจไม่ดีมาก จึงติดต่อไปยังโรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟ แต่ก็ไม่พบรายชื่อผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต จึงต้องโพสต์ตามหาพ่อแม่ที่ขาดการติดต่อไป

นางปิตินายังเล่าว่า ลูกสาวตรวจพบโรคมะเร็งจอประสาทตาเมื่ออายุประมาณ 8-10 เดือน ช่วงแรกยังสามารถมองเห็นได้ แต่เนื่องจากตรวจพบช้า ทำให้โรคลุกลามทั้งสองข้าง จนสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ครอบครัวจึงต้องพาเข้ารับการรักษาที่กรุงเทพมหานครเป็นประจำ เดิมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้รถไฟ เพราะเชื่อว่าสะดวกและปลอดภัย สำหรับอาการล่าสุดของน้องเฌอลิน แพทย์ยังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจน ขณะนี้อยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดในห้องไอซียู ทราบเพียงว่ามีภาวะปอดรั่วทั้งสองข้าง และกระดูกขาซ้ายหัก

“ตอนนี้ขอเพียงให้ลูกหาย หลังเสร็จงานศพพ่อแม่ จะรีบเดินทางไปดูแลลูกทันที ส่วนกรณีบริษัทผู้รับเหมาที่ทำให้เกิดเหตุเครนถล่ม ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งหากยังให้ทำงานต่อ เพราะการเยียวยาที่ได้รับ ไม่อาจทดแทนการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักได้ และยากเกินจะให้อภัย” นางปิตินากล่าว