วอนรัฐบาล “วอร์มอัพ”เปิดผับ-บาร์

หอการค้าศรีสะเกษ เสนอรัฐบาลวอร์มอัพเปิดผับบาร์เป็นบางวันก่อนเปิดจริงทั่วประเทศ

 

นายสฤษฏ์ นาควารินทร์ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากประเทศกลุ่มเสี่ยงต่ำ 1 พฤศจิกายนนี้ ในฐานะภาคีเครือข่ายภาคเอกชนตนเห็นด้วย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกได้รับกระทบอย่างมาก การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติถือว่ามีความจำเป็น แต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานกระทรวงสาธารสุขอย่างเข้มข้นด้วย

ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวอีกว่า แต่สิ่งที่อยากสะท้อนถึงการเปิดสถานบริการที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น ผับ บาร์ น่าจะทดลองเปิดเพื่อทดสอบก่อนวันที่ 1 ธันวาคม โดยลองเปิดเป็นบางวันเพื่อให้มีการปรับตัวรับกับสถานการณ์จริง ทั้งเจ้าของกิจการและนักท่องเที่ยว ว่ามีความพร้อมมากน้อยขนาดไหน

 

ก่อนเปิดจริงพร้อมกันทั้งประเทศ เพราะกระทรวงสาธารณสุขตระหนักว่า ผับบาร์เป็นแหล่งแพร่เชื้อโควิด 19 ยิ่งดื่มแอลกอฮอล์แล้วจะขาดสติและมีการใกล้ชิดกันมากขึ้น จึงเห็นควรให้เปิดก่อนเพื่อทดสอบประเมินผลสู่การวางแผนบริหารจัดการจริงได้อย่างเหมาะสม

ไอศรีมทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษไปไกลถึงยุโรป

สวนบุญส่งพัฒนาแปรรูปไอศรีมทุเรียนและทุเรียนแช่แข็งจากศรีสะเกษไปไกลถึงยุโรปราคาส่งถึงจะแพงกว่าสินค้าแต่ลูกค้าใจถึงลั่นปากอยากกินทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษขอให้ส่งมาราคาไม่เกี่ยง

 

วันนี้ (15 ก.ค.64) นายสุพิชัย หล่าสกุล ประชาสัมพันธ์จังหวัดศรีสะเกษ ได้นำทีมงานลงพื้นที่ไลน์สดผ่านสื่อโซเชี่ยลมิเดีย หรือ Live Streaming เพื่อส่งเสริมการขายและท่องเที่ยวสวนทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ โดยร่วมกับนายวิชัย ศรีโพธิ์งาม เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ และ นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานสุรินทร์ และนายสฤษฎ์ นาควารินทร์ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ติดตามการตลาดการท่องเที่ยวตลอดจนสถานการณ์ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษในช่วงการแพร่ระบาดโรคโควิด 19 ระลอกใหม่ โดยเข้าเยี่ยมสวนบุญส่ง ของนายชนินทร ท้าวธงชัย บ้านซำขี้เหล็ก หมู่ 10 ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ

 

จากการพูดคุยพบว่าปีนี้ทุเรียนราคาข้างสูงมาก อีกทั้งยอดขายตลอดจนยอดสั่งซื้อพุ่งกระฉูดกว่าทุกปีและมีการสั่งข้ามปีด้วย เพราะทางหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษได้ประสานมหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ ทำการศึกษาวิจัยการถนอมทุเรียนและแปรรูปทุเรียนสู่การเพิ่มมูลค่า พร้อมจัดส่งลูกค้าที่สั่งซื้อทางออนไลน์ ผ่าน WWW.LAVADURIAN.COM ส่งผลทำให้ยอดจำหน่ายทุเรียนเฉพาะส่งผ่านหอการค้าจังหวัดทะลุ 500 ตันแล้ว

 

ด้านนายชนินทร ท้าวธงชัย เจ้าของสวนบุญส่งทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ และ เป็นประธานวิสาหกิจชุมชน บอกว่า ยอดขายทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ทุเรียน GI ยอดขายคงพุ่งกระฉุดกว่าทุกปี แต่การท่องเที่ยวซบเซาเพราะพิษโควิด19 ชาวสวนต้องเข้าใจสถานการณ์และต้องปรับตัว โดยนำเอาความหลากหลายของผลผลิตในสวนมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น น้ำฝรั่ง กล้วยแปรรูป ตลอดจนทุเรียนกวนหรือทุเรียนแช่แข็ง เพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นานๆ ที่สำคัญ คงคุณภาพและรสชาติแท้ๆ เหมือนมากินอยู่ในสวน

 

อีกทั้ง ตอนนี้มหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษได้ทำการศึกษาวิจัยการถนอมทุเรียนและแปรรูปทุเรียนสู่การเพิ่มมูลค่า จึงได้ต่อยอดแปรรูปไอศรีมทุเรียนและทุเรียนแช่แข็ง ทำให้ยอดขายยิ่งพุ่งกระฉูด ที่สำคัญ ส่งไปขายถึงยุโรปเลยทีเดียว แม้ราคาทุเรียนจะแพงแถมค่าส่งที่แพงอีกด้วย แต่ลูกค้าก็ใจถึง อยากกินทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษแพงก็ยอมจ่าย เอาง่ายๆ ราคาทุเรียน 10 กิโลกรัมอยู่ที่ 15,000.-บาท ราคาส่ง 12,000.-บาท ลูกค้ายอมจ่าย รีบจัดส่งให้ทันที ก็ได้เงินฝรั่งมาเยอะมาก

 

นอกจากนี้ ทางสวนยังได้พัฒนาแปรรูปทุเรียนกวนและทุเรียนแช่แข็ง ทำให้สามารถมีทุเรียนขายได้ตลอดปีและลูกค้าก็สั่งได้ตลอดปีเช่นกัน แล้วรู้ซึ้งถึงอัตลักษณ์เฉพาะทุเรียนศรีสะเกษ “ กรอบนอก นุ่มใน หวานมัน ละมุนลิ้น กลิ่นไม่ฉุน”

หนีโควิดกลับบ้านขายเนื้อแดดเดียวรายได้งาม



สองผัวเมียชาวศรีสะเกษ ขายผลไม้อยู่กรุงเทพ ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด<span;>-19 ระลอกแรก ขายของไม่ได้ กลับบ้านมาเริ่มต้นขายเนื้อแดดเดียวผ่านไป 1 ปีขายดีรายได้งาม    


ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปพบและพูดคุยกับสองสามีภรรยาซึ่งกำลังช่วยกันปิ้งย่าง หมูและเนื้อแดดเดียว บนรถเข็นซึ่งจอดอยู่ที่หน้าปั๊มน้ำมันพีที ปั๊มน้ำมันขนาดเล็กในตัวเมืองศรีสะเกษ บริเวณดังกล่าวอยู่ถนนวิจิตรนคร ตำบลโพธิ์ อำเภอเมืองศรีสะเกษ เนื่องจากเห็นจอดขายอยู่ระยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่นานมาก ทราบว่า สามีชื่อนายประครอง จำปาเรือง อายุ 41 ปี ภรรยาชื่อ นางสาว วรรณา จำปาเรือง อายุ 32 ปี ทั้งคู่อยู่บ้านเลขที่ 115 บ้านหนองแสง หมู่ 11 ตำบลน้ำคำ อำเภอเมืองศรีสะเกษ ห่างจากจุดที่จอดขายของนี้ประมาณ 3 กิโลเมตร


นายประครอง จำปาเรือง เปิดเผยว่า ก่อนหน้านั้น เราสองคนคือตนกับภรรยา ประกอบอาชีพขายผลไม้อยู่ที่กรุงเทพ ขายอยู่นานเกือบ 20 ปี พอมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ไม่มีนักท่องเที่ยวทำให้ขายไม่ได้ ตอนเดือนภุมภาพันธ์ 2563 ก่อนปิดเทอม ตนกับภรรยาจึงกลับมาบ้านที่ศรีสะเกษ กะไว้ว่าพอลูกปิดเทอมก็จะรับลูกลงไปกรุงเทพด้วย แต่ระหว่างที่กลับมาบ้าน โรคไวรัสโควิดก็ระบาดรุนแรงขึ้นเรื่อย ร้านขายของขายไม่ได้จึงได้ปรึกษากันกับภรรยาว่า ถ้ากลับไปกรุงเทพค้าขายไม่ได้ก็ไม่มีรายได้จึงตัดสินใจอยู่ที่ศรีสะเกษ แล้วลองซื้อหมูซื้อเนื้อมาทำแดดเดียวขาย โดยใช้รถเข็นพวงท้ายมอเตอร์ไซค์มาจากบ้าน แล้วมาจอดที่หน้าปั๊มน้ำมันเนื่องจากเป็นที่กว้างลูกค้าจอดรถสะดวก หมูและเนื้อตนใช้ตอกไม้ไผ่ร้อยเป็นพวงปิ้งย่างเสร็จขายพวงละ 10 บาท ทั้งหมูทั้งเนื้อราคาเดียวกัน ทำแหนม มีทั้งแหนมสดและแหนมปิ้งย่างแล้วแต่ลูกค้าจะเลือกซื้อ มีแจ่วพริกสดไว้แถมให้ลูกค้าไปจิ้ม

ตอนแรกๆ ที่ออกมาขายต้องขายถึงห้าทุ่มเที่ยงคืนถึงหมดเพราะยังไม่มีคนรู้จักเรา ตอนนี้เวลาผ่านไป 1 ปี ที่มาขายเนื้อแดดเดียว มีลูกค้ารู้จักมากขึ้นมีขาประจำเยอะขึ้น ตนติดป้ายเนื้อแดดเดียวและมีหมายเลขโทรศัพท์ไว้ บางครั้งลูกค้าที่เคยซื้อแล้วมีงานไม่สะดวกมาซื้อโทรมาสั่งตนก็จะขี่มอเตอร์ไซค์วิ่งไปส่งให้ถึงที่ เป็นการให้บริการลูกค้า ลูกค้าบางรายขับรถผ่านไปมาก็จอดซื้อ หรือบางคนที่เคยกินแล้วก็ตั้งใจขับรถมาซื้อ ทุกวันนี้ วันหนึ่งใช้เนื้อหมู 8 กิโลกรัม เนื้อวัว 4 กิโลกรัม ออกจากบ้านมาตั้งตรงนี้ประมาณ 09.00 น.บ่ายสองไม่เกิดบ่ายสามก็ขายหมดแล้ว รายได้หักค่าใช้จ่าย หักต้นทุนแล้วก็เหลือเป็นกำไรวันละพันกว่าบาท” นายประครอง กล่าว


ด้าน นางสาว วรรณา จำปาเรือง ผู้เป็นภรรยากล่าวว่า ตนกับสามี มีลูกด้วยกันสองคน คนโตเป็นผู้ชายเรียนอยู่ชั้น ปวช.ปีสอง วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ คนเล็กเป็นหญิงเรียนอยู่ชั้น ม.2 ก่อนนั้นตนกับสามีขายของอยู่กรุงเทพ โดยให้ลูกสองคนอยู่กับยายที่บ้านที่ศรีสะเกษ ก็ขายดีมีรายได้ดีมาตลอด ต่อมาเมื่อปี 2563 ได้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ซึ่งตนขายผลไม้อยู่ย่านการท่องเที่ยวคือที่ประตูน้ำ ส่วนมากขายให้นักท่องเที่ยว พอมีโควิดระบาดก็ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว ขายของไม่ได้เลย จึงได้กลับบ้าน มาขายหมูและเนื้อแดดเดียวอยู่ศรีสะเกษ ผ่านไป 1 ปีขายได้มากขึ้น กำไรวันละพันกว่าบาทถือว่าอยู่ได้ ศรีสะเกษบ้านเราค่าครองชีพไม่สูงเหมือนอยู่กรุงเทพ ที่นี่บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อรายได้ไม่มากก็อยู่ได้


ส่วนลูกค้า ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หมูและเนื้อแดดเดียวของเจ้านี้ รสชาติอร่อย ราคาถูก ทุกวันนี้ราคาเนื้อหมูเนื้อวัวสูงมาก แต่เจ้านี้ยังขายพวงละ 10 บาท แหนมห่อละ 10 บาท เท่ากันทั้งหมูทั้งเนื้อ ซึ่งหากินยากราคานี้ คนกินไม่มาก ซื้อหมูหรือเนื้อ 20 บาทข้าวเหนียว 10 บาทก็อิ่มแล้ว ทำให้ประหยัดได้มาก ยุคโควิดระบาดหากินลำบาก มีพ่อค้าแม่ค้ามาขายของถูกช่วยเหลือคนยากจน ถ้าไม่อย่างนั้นจะอยู่ไม่รอด.   

ศรีสะเกษ เปิดตลาดวัฒนธรรม อ.พยุห์ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

วานนี้ (2 เม.ย.64) ที่บริเวณทางเข้าวัดป่าเวฬุวัน ถนนศรีสะเกษ-กันทรลักษ์ บ้านพยุห์ หมู่ที่ 1 ตำบลหยุ อำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ นายสมานมิตร มิมาชา เป็นประธานเปิตตลาดนัดวัฒนธรรมอำเภอพยุห์ เพื่อให้ผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมมีพื้นที่จำหน่ายสินค้า ตลอดจนเป็นแหล่งค้าขายสิ้นค้าอื่นของประชาชนในท้องถิ่น โดยมีนายวิทยา วิรารัตน์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ นายประหยัด ถิลา วัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรม

นายปรีชา ไพรสิฐตระกูล ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอพยุห์ กล่าวว่า สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ  ร่วมกับ สภาวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ สภาวัฒนธรรมอำเภอพยุห์ และองค์กรเครือข่าย  จัดตลาดนัดวัฒนธรรมอำเภอพยุห์ทุกวันศุกร์  ณ บริเวณทางเข้าวัดป่าเวฬุวัน ถนนศรีสะเกษ-กันทรลักษ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน แบ่งปัน ถ่ายทอด ทางวัฒนธรรมของคนสี่เผ่าไทศรีสะเกษ อันประกอบไปด้วย ส่วย ลาว เขมร เยอ เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตร และเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากต่อไป

ศรีสะเกษ เปิดตลาดผ้าทอเบญจศรี

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดศรีสะเกษเปิดศูนย์ OTOP ลานวัฒนธรรมนำวิถีผ้าทอเบญจศรี   

วันนี้(4 ก.พ.64) ที่บริเวณลานศูนย์ OTOP ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  เป็นประธานเปิดศูนย์ OTOP ลานวัฒนธรรมนำวิถีผ้าทอเบญจศรีจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อโชว์ของดีของเด่นและวิถีวัฒนธรรมคน 4 เผ่า จาก 22 อำเภอ ประกอบด้วยเผ่าเขมร  เผ่าส่วย  เผ่าเยอ และ เผ่าลาว

โดยจัดเป็นตลาดเพื่อสร้างโอกาสในการจำหน่ายสินค้าโอทอปให้แก่ผู้สนใจได้เลือกชมและเลือกซื้อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ  เป็นต้นว่า อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ของที่ระลึก  สมุนไพร ตลอดจนผ้าและเครื่องแต่งกาย โดยมีส่วนราชการ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคีเครือข่ายการท่องเที่ยวเข้าร่วมเปิดงานเป็นจำนวนมาก    

นายจรินทร์ รอบการ พัฒนาการจังหวัดศรีสะเกษ  เปิดเผยว่า การเปิดศูนย์ OTOP ลานวัฒนธรรมนำวิถีผ้าทอเบญจศรีจังหวัดศรีสะเกษ กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์ 2564  เพื่อให้กลุ่มผู้ผลิตสินค้าชุมชนต่างๆ ได้นำสินค้ามาจำหน่ายแก่ผู้สนใจ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้มาตรการคุมเข้มป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด 19 ด้วย 

การจัดงานครั้งนี้ เน้นการโชว์ผลงานการตัดและตกแต่งผ้าทอเบญจศรีจากสถาบันการศึกษา และ ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดศรีสะเกษให้สังคมได้รับรู้ถึงความสามารถในการพัฒนาฝีมือด้านผ้าและเครื่องแต่งกาย

โดยเฉพาะการพัฒนามูลค่าของผ้าพื้นเมืองให้ตลาดและสังคมยอมรับ โดยเฉพาะยอดจำหน่ายผ้าเบญจศรีจังหวัดศรีสะเกษ ทั้งผ้าสีมะเกลือ สีมะดัน สีลาวา สีกุลา และสีลำดวน ในปี 2563 จังหวัดศรีสะเกษตั้งเป้าไว้ที่ 1,000.-ล้านบาท แม้จะประสบสถานการณ์โควิด 19 แพร่ระบาด ก็สามารถจำหน่ายได้ถึง 978 ล้านบาท และ ปี 2564 คงตั้งเป้าไว้ที่ 1,000.-ล้านบาทเช่นเดิม

หอการค้าศรีสะเกษ เชื่อมั่นรัฐรับมือโควิดอยู่

หอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ขานรับนโยบายหยุดราชการเพิ่มเป็นกรณีพิเศษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

 

วันนี้ (4 ม.ค. 63) นายสฤษฏ์ นาควารินทร์ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 รอบใหม่ ภาคเอกชนเชื่อมั่นการรับมือและแก้ปัญหาของรัฐบาล จึงเชื่อว่าจะไม่มีการประกาศล็อคดาวน์ประเทศ เนื่องจากกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ที่สำคัญ การตรวจสอบแหล่งแพร่เชื้อยืนยันว่ามาจากกลุ่มแรงงานต่างด้าวและบ่อนการพนัน โดยเฉพาะบ่อนจะคล้ายคลึงสนามมวยที่ตรวจพบในรอบแรก จึงมั่นใจว่าการตรวจสอบและจำกัดการแพร่เชื้อน่าจะทำได้ในไม่ช้า แต่ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มต้องสงสัยต้องมาแสดงตัวและเปิดเผยความจริง

 

ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยอีกว่า การเฝ้าระวังและการควบคุมโรคโควิด 19 ถือว่ารัฐบาลสอบผ่านในรอบแรก ในรอบใหม่จึงเชื่อว่าจะรับได้ไม่ยาก แต่อาจจะทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ถึงอย่างไรก็ตาม รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้วกับโครงการคนละครึ่ง ที่สามารถให้คนชั้นล่าง คนชั้นกลาง มีการใช้สอยและได้รับประโยชน์จากโครงการนี้โดยตรงมากขึ้น

 

อีกทั้งการเพิ่มวันหยุดราชการในปีนี้รัฐบาลได้ประกาศล่วงหน้าให้ทราบ ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการวางแผนของภาคเอกชนในการจัดโปรแกรมรองรับการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงนี้ต้องท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นหลัก ที่สำคัญ การรับมือของภาคเอกชนต้องสอดรับนโยบายรัฐบาลด้วย

 

จึงถือว่าการเพิ่มวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ ตลอดจนประกาศวันหยุดราชการในแต่ภูมิภาค จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวพร้อมการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศมากขึ้น แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวังและกำหนดระยะห่างทางสังคมควบคู่กัน เพื่อเป็นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

 

ศรีสะเกษเชิญสัมผัส “ตลาดนัดวัฒนธรรมวัดไพรพัฒนา” แหล่งแลกเปลี่ยนสิ้นค้าพื้นถิ่นกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน

นายสมยศ พันธ์มา เลขาธิการมูลนิธิหลวงปู่สรวง วัดไพรพัฒนา เปิดเผยว่า ตลาดนัดวัฒนธรรม วัดไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ชายแดนไทย – กัมพูชา มูลนิธิหลวงปู่สรวง โดยพระครูโกศล สิกขกิจ เจ้าคณะอำเภอภูสิงห์ เจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนา และประธานมูลนิธิหลวงปู่สรวง พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ ได้จัดให้มีตลาดนัดสินค้า อุปโภค – บริโภค พืชผลทางการเกษตร ทุกวันศุกร์ และวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 10.00 น จนถึงเวลา 20.00 น. มีร้านค้ามาจำหน่ายสินค้ามากกว่า 300 ร้าน

การเปิดตลาดนัดวัฒนธรรม วัดไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ชายแดนไทย – กัมพูชา มีวัตถุประสงค์จะให้พี่น้องที่อาศัยตามแนวชายแดนได้มีรายได้ นอกเหนือจากการทำนา ทำสวน ทำไร่กัน เพราะจากสถานการณ์โควิดระบาด ทำให้พี่น้องประชาชน ลูกหลานตกงานพากันกลับมาอยู่บ้าน ไม่มีงานทำ ขาดรายได้กันพอสมควร การเปิดตลาดของมูลนิธิก็เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะให้ผู้ซื้อ กับผู้ขายมาเจอกัน

อาหารก็จะมีทั้งพืชผักพื้นบ้านชายแดนที่ชาวบ้านปลูกกันได้ อาหารปรุงสำเร็จ ผลไม้นานาชนิด ทั้งของพื้นบ้าน และจากส่วนกลางกรุงเทพฯ รวมทั้งอาหารทะเลสดๆ กุ้งหอยปูปลาทะเล มีจำหน่ายกันสดๆ เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของพี่น้องตามแนวชายแดน โภชนาการจะได้ครบหมู่ขึ้น

ขณะเดียวกัน ช่วงระยะ 2 – 3 วันมานี้ ได้มีอากาศหนาวเย็นแผ่ปกคลุมมาแถบชายแดน ชาวบ้านก็มาหาซื้อเสื้อผ้าห่มกันหนาวมือสอง มือหนึ่ง ทำให้พ่อค้าแม่ค้าขายดีกันเพิ่มขึ้น ตลาดก็จะเปิดเฉพาะวันศุกร์ และวันเสาร์ จาก สิบโมงเช้า ถึงราวๆ 20.00 น. ก็อยากเชิญชวนนักท่องเที่ยว นักช็อปมาเที่ยวชมสินค้าชายแดนกันได้

ศรีสะเกษ เปิดตัว”ผ้าทอเบญจศรี”

  

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดศรีสะเกษ เปิดตัวผ้าทอเบญจศรี ผ้าทอแบรนด์ศรีสะเกษ เสริมการท่องเที่ยวสู่การสร้างรายได้แก่ชุมชนฐานราก        

เมื่อเร็วๆ นี้ นายธงชัย เจริญพาณิชย์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ได้เป็นประธานเปิดการแสดงและเปิดตัวผ้าทอเบญจศรี “ ผ้าทอแบรนด์ศรีสะเกษ” แก่สื่อมวลชนได้เผยแพร่ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ประกอบการและภาคีเครือข่ายส่งเสริมการท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรม ณ โรงแรมแกลลอรี่ดีไซด์ อำเภอเมืองศรีสะเกษ   

โดยจังหวัดศรีสะเกษ จะนำผ้าทอเบญจศรี “ผ้าทอแบรนด์ศรีสะเกษ” ไปร่วมงานจัดแสดงและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนายกระดับโครงการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยว กิจกรรมพัฒนายกระดับคุณภาพผ้าทอวิถีลุ่มน้ำโขง ชีมูล อัศจรรย์ฝ้ายทอมือ ระหว่างวันที่ 23 – 27 กันยายน 2563 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเจเจมอลล์ จตุจักร กรุงเทพมหานคร เพื่อให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางพร้อมสนับสนุนการตลาดให้ผู้ผลิตในระดับฐานรากได้พบผู้บริโภคโดยตรงด้วย    

นายจรินทร์ รอบการ พัฒนาการจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า จังหวัดศรีสะเกษมีเอกลักษณ์ทางด้านผ้าทอที่สืบทอดต่อกันอย่างยาวนาน อีกทั้งจังหวัดได้ส่งเสริมการด้านการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาคุณภาพผลผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับ ปัจจุบันได้สร้างอัตลักษณ์ผ้าทอเบญจศรี “ ผ้าทอแบรนด์ศรีสะเกษ”

โดยนำเอาวัสดุธรรมชาติที่เป็นอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัด 5 ชนิดมาย้อมไหมหรือฝ้าย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าชุมชน ได้แก่ 1. มะเกลือ เป็นผ้าทอศรีมะเกลือ 2. ดินภูเขาไฟ เป็นผ้าทอศรีลาวา 3.ดินทุ่งกุลา เป็นผ้าทอศรีกุลา 4.ใบลำดวน ผ้าทอศรีลำดวน และ 5 เปลือกไม้มะดัน เป็นผ้าทอศรีมะดัน โดยคำว่าศรีนำหน้านั้น เป็นชื่อต้นของจังหวัดศรีสะเกษนั่นเอง 

ผู้สนใจสามารถไปชมและเลือกซื้อหรือสอบถามได้ภายในงาน ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยว กิจกรรมพัฒนายกระดับคุณภาพผ้าทอวิถีลุ่มน้ำโขง ชีมูล อัศจรรย์ฝ้ายทอมือ ระหว่างวันที่ 23 – 27 กันยายน 2563 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเจเจมอลล์ จตุจักร กรุงเทพมหานคร  เพื่อจะได้เข้าใจในวิถีและ อัตลักษณ์เฉพาะคน 4 เผ่าศรีสะเกษ ผ่านลายแส่วที่ปักในผ้าทอเบญจศรี “ ผ้าทอแบรนด์ศรีสะเกษ…

มหกรรมตลาดนัดสร้างอาชีพ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน

ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีศรีสะเกษ จัดงานมหกรรมตลาดนัดสร้างอาชีพ สร้างรายได้ อย่างยั่งยืน มอบโล่แก่องค์กรสาธารณประโยชน์ กลุ่มอาชีพดีเด่นและศิษย์เก่าผู้ประสบผลสำเร็จในการประกอบอาชีพ  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 8 กันยายน 2563 ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดงานมหกรรมตลาดนัดสร้างอาชีพ สร้างรายได้ อย่างยั่งยืน พร้อมมอบโล่แก่องค์กรสาธารณประโยชน์ กลุ่มอาชีพดีเด่นและศิษย์เก่าผู้ประสบผลสำเร็จในการประกอบอาชีพ หัวหน้าส่วนราชการร่วมเป็นเกียรติในพิธี นางสาวจารุวรินทร์ ธนาชนะสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวรายงาน

นายวัฒนา พุฒิชาติ กล่าวว่า หน่วยงานภาคีเครือข่ายได้เล็งเห็นความสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพสตรีและสร้างความมั่นคงเข้มแข็งของครอบครัว และได้ร่วมกันจัดงานมหกรรมตลาดนัดสร้างอาชีพฯ นับว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่เป็นการสร้างโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้ในการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ก้าวทันตลาดและเทคโนโลยี และเพิ่มช่องทางด้านการตลาด สามารถประกอบอาชีพในท้องถิ่นของตนได้อย่างมั่นคงและเพียงพอในการดูแลตนเองและครอบครัว ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงานในเมืองใหญ่ อันเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันครอบครัว

สอดคล้องกับนโยบายของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีความมุ่งหวังให้ประชาชนทุกคนสามารถพัฒนาตนเอง และพึ่งพาตนเองในการประกอบอาชีพ ทำให้มีรายได้ที่ยั่งยืน ครอบครัวมีความมั่นคงผาสุก ชุมชนมีความเข้มแข็ง ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข เป็นพื้นฐานในการพัฒนาสังคมในด้านอื่นๆ ต่อไป   

ด้าน นางสาวจารุวรินทร์ ธนาชนะสิทธิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า สำหรับงานมหกรรมตลาดนัดสร้างอาชีพ สร้างรายได้ อย่างยั่งยืน ครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 กันยายน 2563 โดยมีกิจกรรมสำคัญได้แก่ การมอบโล่แก่องค์กรสาธารณประโยชน์ กลุ่มอาชีพดีเด่นและศิษย์เก่าผู้ประสบผลสำเร็จในการประกอบอาชีพ การแสดงโปงลาง  การประกวดร้องเพลง การประกวดส้มตำลีลา การโชว์ผลงานผลิตภัณฑ์เสื้อแส่วที่ส่งเข้าประกวด  และเวทีเสวนา  ในหัวข้อ “ช่องทางการขายในยุคโควิด” 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีบูทนิทรรศการ และบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากกลุ่มสตรีที่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์เรียนรู้ฯ ในพื้นที่ 10 จังหวัด ซึ่งเป็นเขตความรับผิดชอบของศูนย์เรียนรู้ฯ รวมจำนวนทั้งสิ้น 35 บูธ กลุ่มเป้าหมายเข้างานประกอบด้วย ผู้สำเร็จการฝึกอบรมอาชีพจากศูนย์เรียนรู้ฯ ผู้แทนจากกลุ่มอาชีพสตรี และผู้แทนจากหน่วยงานเครือข่าย รวมจำนวน 300 คนเข้าร่วมในงาน.

เฉลิมชัย เปิดงานเทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ

“เฉลิมชัย” เปิดงาน “เทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ปี63” เชิญชวนเลือกซื้อสินค้าจากเกษตรกร ระหว่าง 26 มิ.ย.-5 ก.ค.นี้ 

วันนี้ (26มิ.ย.63) ดร.เฉลิมชัย  ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้เป็นประธานเปิดงานเปิดงานเทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ประจำปี 2563 อย่างเป็นทางการ ที่บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ  เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชิมและเลือกซื้อทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ  ซึ่งเป็นทุเรียน GI พร้อมเอกลักษณ์และรสชาติเฉพาะถิ่น “ กรอบนอก นุ่มใน หวานอร่อย กลิ่นไม่ฉุน ละมุนลิ้น ” งานจัดถึงวันที่  5 กรกฎาคม 2563

โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษจาก 3  อำเภอ ได้อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุนหาญ และ อำเภอศรีรัตนะ ต่างนำทุเรียนจากสวนมาจำหน่ายกว่า 100 ร้านค้า ประมาณ 150,000.- กิโลกรัม หรือ 150 ตัน/วัน

ด้านนายวัฒนา  พุฒิชาติ  ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  กล่าวว่า  การจัดงานเพื่อประชาสัมพันธ์และเพิ่มช่องทางการสินค้าเกษตร อีกทั้งส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวและการบริการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน โดยเฉพาะทุเรียนภูเขาไฟ เงาะ มังคุด สะตอ สร้างรายได้ในแต่ละปีกว่า 700 ล้านบาท  เฉพาะภายในงานคาดว่าจะจำหน่ายทุเรียนได้ไม่ต่ำกว่า 35 ล้านบาท  

ผู้สนใจทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ “เปลือกบาง เนื้อหนา กรอบนอก นุ่มใน หวานอร่อย กลิ่นไม่ฉุน ละมุนลิ้น ”  งานจัดจนถึง  5  กรกฎาคมนี้ ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมกับขอให้นักท่องเที่ยวหรือผู้เข้างาน การ์ดอย่าตก  เพื่อความปลอดภัยจากเชื้อโควิด 19  โดยให้สวมหน้ากากอนามัยทุกคนด้วย  นอกจากนี้  ภายในงานยังจำหน่ายสินค้าโอทอปต่างๆ อีกมากมาย