ศรีสะเกษ สั่งปิดผับ บาร์ คาราโอเกะ เพิ่ม 14 วัน

ศรีสะเกษ สั่งปิดผับ บาร์ คาราโอเกะ เพิ่ม 14 วัน

ศรีสะเกษ เพิ่มมาตรการป้องกันโควิด ๑๙ ขณะยอดผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้น เป็น ๓๘ ราย 

 

วันนี้ (๑๗ เมษายน ๖๔ ) ที่ห้องประชุมสระกำแพงใหญ่ ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ นายวัฒนา  พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดศรีสะเกษ โดยที่ประชุมได้เพิ่มจังหวัดพื้นที่เสี่ยงสำหรับผู้เดินทางเข้าพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ตามที่ ศบค.กำหนด จาก ๘ จังหวัด เป็น ๑๘ จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น ชลบุรี เชียงใหม่ ตาก นครปฐม นครราชสีมา นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต ระยอง สงขลา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สระแก้ว สุพรรณบุรี และอุดรธานี

 

และเห็นชอบคำสั่ง ฉบับที่ ๑๓  ห้ามดำเนินกิจการ หรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่โรคโควิด ๑๙ ห้ามใช้อาคาร หรือสถานที่ของโรงเรียน สถาบันการศึกษา จัดการเรียน การสอน การสอบ การฝึกอบรม หรือทำกิจกรรมใด ๆ ที่มีผู้ร่วมกิจกรรมจำนวนมาก ห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มเกินกว่า ๕๐ คน เว้นแต่ได้รับอนุญาต จากเจ้าหน้าที่ ให้ปิดสถานบริการ สถานที่คล้ายสถานบริการ ผับ ปาร์ ร้านคาราโอเกะ สถานบริการอาบอบนวด เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่  ๑๘ เมษายน ถึง ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๔  การจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มให้บริการในร้านได้ไม่เกินเวลา ๒๓.๐๐ น. สำหรับร้านที่จำหน่ายสุราและแอลกอฮอล์ที่มีการให้บริการในร้าน ห้ามให้มีการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอออล์ในร้าน

 

ในส่วนของความก้าวหน้าในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม หรือ Hospitel เพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ๑๙ นั้น จังหวัดศรีสะเกษ ได้จัดเตรียม โรงแรมศรีพฤทธาลัย ราชภัฎสัมมนาคาร  มหาวิทยาลัยราชภัฎศรีสะเกษ ไว้เรียร้อยแล้ว  โดยจะสามารถให้บริการรองรับผู้ป่วยได้ ๖๐ เตียง สามารถขยายเพิ่มเป็น ๑๒๐ เตียง ได้ โดยแบ่งชั้นที่พักชาย หญิง ชัดเจน ซึ่งในวันนี้ (๑๗ เมษายน) โรงพยาบาลศรีสะเกษ จะนำผู้ป่วยที่มีการรักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีสะเกษอย่างน้อย ๕ วัน ที่มีอาการดีขึ้น ไม่มีไข้ จำนวน ๔ ราย เข้าพักฟื้นที่  Hospitel  ดังกล่าว

          

ทั้งนี้ คณะกรรมการโรคติดต่อ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ควบคุมโรคด้านสาธารณสุข ดำเนินการสั่งการให้สถานที่ ที่เป็นจุดเสี่ยงตาม Time line ผู้ติดเชื้อโควิด ๑๙ ได้ปิดทำความสะอาด เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่อง ความปลอดภัยของสถานที่ และความมั่นใจของประชาชนผู้ใช้บริการ ตามอำนาจหน้าที่ และให้ทุกอำเภอเน้นย้ำ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม. ขอให้สอดส่องที่ครอบครัว ที่มีบุคคลเดินทางมาจากนอกพื้นที่เข้ามาในพื้นที่

 

โดยให้ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับหลักปฎิบัติในการใช้ชีวิตครัวเรือน แม้จะมีข้อห้ามไม่ให้ออกไปข้างนอก แต่แนวทางปฏิบัติที่ต้องปฏิบัติตนในครอบครัวต้องมีการป้องกันโรค โดยต้องไม่ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป เพราะบุคคลดังกล่าวเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง เนื่องจากขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น เป็นการติดเชื้อในครอบครัวมากขึ้น จึงต้องมีมาตรการเข้มข้นในครอบครัวในการป้องกันตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข